General Bae (เบ๊) in ER (4)

เห็นแกพูดยาว คิดว่าเหนื่อยเลยเสิร์ฟน้ำเย็นให้ซ้อได้ดื่มแล้วซ้อก็ ถอนหายใจ ระบายความในใจต่อ

แม่บ้าน เรื่องเปลน่ะไม่สำเร็จ เรียกร้องกันที่รอบ ก็บอกฝั่ง OPD บอกไม่มีที่ แค่คนไข้นั่งรอหมอตรวจก็ทะลัก ออกมาแล้ว ถ้าจะต้องให้ดูแลคนไข้ในเปลอีก ทำไม่ได้ ไม่มีพยาบาล หมอที่ตรวจ OPD ก็ไม่อยากเข้า ๆ ออก ๆ ห้องตรวจ (มันร้อน) เลยลงความเห็นกันว่า กลับมาที่ ER นั่นแหละ นอนเปลแปลว่า เจ็บหนัก ฉุกเฉิน คนเข็นเปลใน ER จึงต้องฝึกปรือฝีมือกันหน่อย หลัง ๆ ตอนสอบสัมภาษณ์​ต้องทดสอบความสามารถพิเศษ “การบังคับเปลในที่ แคบ” ถ้าหมอลองดูตามขอบ มุม ใน ER จะเห็นรอยบิ่น สีลอก ถลอก ก็ฝีมือเปลมือใหม่พวกนี้ไงล่ะ เข็นกันกว่า จะคล่องก็ล่อไปคนละ 3-4 แผล เต็มห้องแล้ว เพราะ ER ที่ design กันมาตั้งแต่สมัยแม่พลอย (นิยายเรื่องสี่แผ่น ดิน) ทั้งประเทศมีแบบเดียว หลับตายังชี้ได้ถูก คือ ให้พื้นที่แคบ รวมกับ OPD, ห้องบัตร, x ray นี่ถ้าซ้อย้อน เวลากลับไปได้ ซ้อจะไปเขกกบาลคนเขียนแบบสักทีแบบว่าไม่ได้คิดเผื่ออนาคตเล้ย (ขึ้นตัว อักษร ฉ สีดำกะพริบถี่ พร้อมภาพคุกราง ๆ ) ให้จอดเตียงได้เต็มที่ 5 เตียง ไหน จะเย็บแผล รับไว้สังเกตอาการ แล้วพวกที่รอตรวจอีก เรียกง่าย ๆ ว่า เข็นเปลขยับหลบกันให้วุ่น วันหนึ่ง ๆ แค่ติดต่อเปลเข้ามาเข็นไปโน้น ขยับมานี้ก็ราว ๆ 200 - 300 เที่ยว นี่ถ้าซ้อ มีอำนาจจะจ้างคนมาเข็นเปลประจำ ER สัก 2-3 คน แล้วจ่ายเงินค่าเข็นพิเศษเที่ยวล่ะ 5 บาท หรือถ้าจะให้คนไข้ทิปให้ด้วย ก็ไม่ว่ากัน จะได้มีกำลังใจ เข็น เข็นดี เข็นนุ่ม ไม่กระเด้ง เวียนหัว ราบลื่น ลื่นไหล เหมือนการบินไทย (Smooth as silk) รักคุณเท่าฟ้า

กฎเหล็กอีกข้อที่เพิ่งเริ่ม คือข้อ 27 ที่ว่า ยาความเสี่ยง สูงให้หมอเบิกใช้ เตรียมและฉีดเอง (Rule no. 27: All high alert drugs only used by doctor’s hand) เช่นยาจิตเวช สารทึบรังสี (Contrast) ตอนทำ CT แต่ เห็นหมอเขาคุยกันนะ ว่าถ้าคนไหนจะแพ้ ให้ใครฉีดมันก็ แพ้ ถ้ามีระบบที่ดีในการรองรับ หากเกิดอาการแพ้ไม่ต้อง มีหมอก็ทำกันได้ แล้วทุกวันนี้หมอ มีหน้าที่กี่อย่างกันล่ะ ปั่น order ให้ทัน admit,ทันตรวจรายที่ refer เข้ามาก็ดี ถมแล้ว อย่าว่าแต่ไปเตรียมยา ฉีดยาเองเลย ซ้อเอง ก็ เห็นใจหมอนะ เชื่อว่า พยาบาลที่เขาเคยช่วยมาแต่ไหน แต่ไร เขามีประสบการณ์พอจะรู้และเฝ้าระวังได้ เขาเคย ฉีดให้ได้ แต่พอมีปัญหาขึ้นมา ก็พวกแพทย์นี่แหละ อ้างไม่รู้ ไม่เห็น พยาบาลทำกันเอง ไม่รับผิดชอบ ก็พูดแมว ๆ กันอย่างนี้ พยาบาลเลยประชุมกัน ลงความเห็นว่า “ไม่ใช่หน้าที่ เลิกทำ” สิคะ เดือดร้อนก็หมอคนที่ไม่ได้พูดนั่นแหละ เขานับถือแต่ปริญญาที่ได้มา และดูถูกประสบ- การณ์ของคนทำงาน มีโรคระบาด เจ็บป่วยอะไรหลวงก็จะออกข่าวให้รีบมาพบแพทย์​ โดยไม่ต้องดูแลตัวเอง ไม่ต้องทำอะไร อย่างนี้ก็เพิ่มภาระให้ ER ทุกที ซ้อเซ็งค่ะ ถ้าเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ไม่นานพยาบาลคงเหงา ไม่มี อะไรทำ วัน ๆ พูดแต่โทรศัพท์ เขียนงานเอกสาร ติดต่อ ประสานงาน ห้อง lab. X ray,​ เวรเปล,​ วัด Vital sign แตะตัวคนไข้ไม่ได้ ทำได้ก็แค่ยกเหล็กกั้นเตียงขึ้น จับมัด กันคนไข้ตกแล้วถูกฟ้องร้อง ที่เหลือไม่ว่าจะหยิบ เตรียม ยา เปิด IV เจาะเลือด เป็น หน้าที่แพทย์ทั้งหมด เพื่อลด ความเสี่ยง ส่วนแพทย์ก็เขียน order เอง ทำ order เอง มีหวังว่า ER คงถูกร้องเรียนเพิ่มขึ้นอีก เพราะให้บริการ ช้า ไม่ทันใจ แล้วหมอก็ตรอมใจ ลาออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในโรงพยาบาล ซ้อเองก็คิดว่า คนคิดหวังดีนะคะ แต่คงจะไม่เห็นดีด้วย เพราะดูเขาไม่เข้าใจความเป็นจริงเอาซะเลยว่า โรงพยาบาลชุมชนหรือจังหวัดระดับเรา ไม่ดีเลิศเหมือน โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในเมืองหรอกค่ะ กำลังหลักในการ ประเมินดูแล รักษา หรือบางแห่งคิดตังค์ด้วย คือ พยาบาลและลูกจ้างค่ะ ไม่ใช่หมอ แล้วหน้าที่ของหมอ ลำพังใช้สมอง อย่างเดียวก็หนักพอแล้ว จะเพิ่มงานอะไร ให้เขาอีก พาลแต่ จะทำให้คนที่มีน้อยอยู่แล้ว ทนไม่ได้ แล้วลดจำนวนลงไปอีกนะคะ

....(อึ้งครับ ซ้อระบายความในใจ ออกมายาวเป็นพรืด แต่ผม ก็เข้าใจและเห็นใจซ้อ)

หมอ ก็จริงนะครับ ปีสุดท้ายที่เป็น Extern นี่ผมก็ทำสารพัด เหมือนหมอที่จบแล้ว ถ้านับจริง ๆ ไม่ว่าเจาะเลือด, ใส่ NG tube ทำ lavage,​ สวนปัสสาวะ หรือฉีด Contrast ตอนทำ CT scan ที่ทำไปทั้งหมดก็เสี่ยงนะ พยาบาลไม่ ทำหรอก โยนให้หมอทำ (หน้าที่หมอ) แล้วหมอก็ไม่ทำ กรรมก็มาตกกับว่าที่หมออย่าง พวกผมนี่แหละ ไม่เห็นจะ มาฟ้อง ร้องเรียนอะไรเลย

แม่บ้าน นั่นสิหมอ เขาก็ทำกันมาชั่วนาตาปี พอวันดีคืนดี คนหวัง ดีก็ออกมาบอกว่า ทำไม่ได้นะ นี่ต้องให้หมอทำ ซ้อว่า นะบางเรื่องแย่กว่าอีก อย่างให้หมอผิวหนัง มาเปิด IV, หมอจิตเวชมา CPR, หมอ Med มาใส่เฝือก ซ้อว่าเขา ก็ทำไม่คล่องนะ เสี่ยงกว่าและเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีก อ้าวเผลอแป๊บเดียวบ่าย 3 กว่าแล้ว เดี๋ยวซ้อต้องไปถ่าย เอกสารแล้ว คุยแค่นี้ก่อนนะหมอ วันหน้าคุยใหม่แล้วถ้า มีอะไรสงสัยถามพี่ส้มแป้นได้นะ ดีใจนะคะที่ได้คุยกัน

หมอ ขอบคุณ ซ้อสี่มากครับ แล้วคุยกันใหม่ครับ

ผมเห็นแกวิ่งดุ๊ก ๆๆ ไปทำงานต่อ แล้วก็เดินมาพี่ส้มแป้น แต่เห็นพี่เขายังง่วนกับการลงทะเบียน ติดต่อประสาน ward, แนะนำคนไข้ ให้ญาติเซ็นใบยินยอม,​​โทรรับ refer case จากรพ.​ชุมชน ผมก็เลยขอตัวไปลาแก กลับก่อน

หมอ กลับก่อนนะครับ พี่ส้มแป้น แล้วไว้วันหลังจะมาคุยใหม่

สาวสวย (เงยหน้าขึ้น ยิ้มให้ผม) อ้าวกลับแล้วเหรอหมอ แล้วว่าง ๆ คอยมาแวะมาใหม่นะ

ผมอมยิ้มแล้วเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน เห็นว่า แม้งาน ใน ER จะหนัก จะเหนื่อย แต่ความสุขในการทำงานอยู่ที่การ ช่วยเหลือทำงานร่วมกันเป็นทีม เพราะไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่ เหนื่อย คนอื่น ๆ เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน ถ้าทุกคนคิดแต่ว่าจะช่วย เหลือกัน มากกว่าจะมาแยกว่านี่เป็นหน้าที่ของใคร แค่นี้ก็เกิดสุข ทำให้หายเหนื่อยกันได้แล้วล่ะครับ

ข่าวจากสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย

Navigation