แผนกฉุกเฉิน และบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Department and EMS)

แผนกฉุกเฉิน และบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Department and EMS)

Emergency department
– เป็นทางแรกที่รับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล

– เป็นสถานที่สำหรับ ambulatory care

– รับผู้ป่วยทุกอายุ และหลากหลายรูปแบบ โดยไม่สามารถเลือกได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

– ผู้ป่วยส่วนหนึ่งได้มาจากระบบ EMS

ED and EMS มีหลายส่วนที่เหมือนกัน และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันในการดูแลผู้ป่วย

การเข้าใจถึงระบบ ER จะเพิ่มความเข้าใจถึงระบบ EMS มากขึ้น

– Organization and categorization

– Various ED designations

– Role of physicians

– Quality improvement

– Oversight

– Education

– Communications

Categorization

ส่วนใหญ่แบ่งตาม American College of Surgeons (trauma center designation), โดยแบ่งตามกำลังความสามารถในการรักษาที่มีอยู่ แบ่งเป็น

– Level 1 - trauma surgeon 24 hr, all specialty service รวมถึง education, research

– Level 2 - similar level 1 (less research and injury prevention program)

– Level 3 - initial evaluation, resuscitation, and stabilization

– Level 4 - initial stabilizing treatment

ผู้ปฏิบัติงานในระบบ EMS ต้องทราบขีดความสามารถของโรงพยาบาล

ต้องพิจารณาว่าจะนำส่งผู้ป่วยที่ใด (ระหว่าง special care center and closest hospital) , หรืออาจพิจารณาตาม protocols

– Bypass โรงพยาบาลที่ใกล้ (เช่น ผู้ป่วย trauma, burn, high-risk pregnancy, neonatal intensive care needs)

– ส่งผู้ป่วย acute MI ไปโรงพยาบาลที่สามารถทำ cardiac catheterization 24 hr

Medical oversight

มีความจำเป็นสำหรับการดูแลผู้ป่วยก่อนถึงห้องฉุกเฉิน

Online medical direction

– มีการประสานงานโดยตรงระหว่าง EMS และแพทย์ (วิทยุ หรือ โทรศัพท์)

– ได้รับการรักษาทันที

– จะได้รับการตอบสนองจาก EMS ,เกิดการเรียนรู้, และบางครั้งประวัติที่สำคัญจะได้จาก EMT,

– นอกจากนั้นเมื่อรับผู้ป่วย แพทย์ต้องใช้เวลาในการรับฟังข้อมูลและอ่านรายงาน
Offline medical direction
– มี standing order สำหรับ EMS providers

– เช่น ผู้ป่วยปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ให้เปิดเส้นน้ำเกลือ, ให้ยาขับปัสสาวะ Lasix, และให้ยาอม nitroglycerine

Emergency department structure ห้องฉุกเฉินควรมีโครงสร้างที่เหมาะสมในการทำงานสำหรับผู้ป่วยทุกคนที่มารับการรักษา

– ทางเดินเข้าควรแยกจากทางเข้าของ EMS/Ambulance

– ประตูทางเข้าต้องมีขนาดใหญ่พอสำหรับคน CPR, bag-mask ventilation, มีประตูปิดอัตโนมัติเพื่อกันควันรถ, มีกันสาดเพื่อกันฝน

– เมื่อผู้ป่วยเข้ามาควรมีการ triage ได้, มีการประสานงานเตรียมพร้อมก่อนผู้ป่วยมาถึง

– จัดบริเวณให้ EMS เขียนรายงานได้

– จัดให้พยาบาลดูแลผู้ป่วยได้ง่าย, charts ต่างๆ หยิบใช้ได้ง่าย, โทรศัพท์ใช้ได้สะดวก, ถ้ามี 12-lead ECG transmission ควรอยู่ใกล้โทรศัพท์

– อาจมีพื้นที่สำหรับทำความสะอาดอุปกรณ์ของ EMS และที่วางเมื่อเสร็จ

EMTALA
Emergency Medical Treatment and Labor Act

1985

Regulate examination, treatment, and transfer of emergency department patients.

Discourage emergency departments from “dumping”

EMTALA involved EMS system and ER

การย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล (Interfacility transfers) อาจเกิดจาก ผู้ป่วยต้องการ หรือ มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

– ถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แพทย์ต้องแน่ใจว่าผู้ป่วยต้องการการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพมากกว่า

– ER จะต้องติดต่อโรงพยาบาลที่จะรับ, ต้องมีการตอบรับก่อนที่จะมีการส่งผู้ป่วย

– Stabilize ผู้ป่วยก่อนที่จะเคลื่อนย้าย, ส่งข้อมูลการรักษาไปพร้อมกัน (nurse to nurse, physician to physician)

– บุคลากรที่ไปด้วยต้องเหมาะสมกับผู้ป่วย (BLS or advance)

– การ Transfer ผู้ป่วยจะต้องเป็นไปตาม EMTALA regulation

– ต้องทราบถึงขีดความสามารถของโรงพยาบาล ในการที่จะตัดสินใจ transfer ทุกครั้ง

Commumuniations
ER ต้องสามารถสื่อสารกับทางนอกโรงพยาบาลได้อย่างดี, online medical direction จึงมีความสำคัญมาก

ทุก units ควรรู้สถานการณ์ของโรงพยาบาล

– (diversion, bypass, and internal disaster)

– เมื่อโรงพยาบาลไม่สามารถรับผู้ป่วยหนักเพิ่มได้ จะมีการประกาศ Diversion (จะทำให้เกิดความลำบากกับผู้ป่วยและEMS เพราะฉะนั้นทางโรงพยาบาลจะต้องพยายามหลีกเลี่ยง)

– ทางโรงพยาบาลต้องสนับสนุน ER เพื่อป้องกันการ diversionโดยต้องมี holding criteria, triage of in-patient, and a resource response team,

– Resource response team

Registration

Laboratory

Transport

Housekeeping

Additional nurses and physicians

Summary

- ED and EMS ให้การรองรับผู้ป่วยในระบบฉุกเฉิน จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย

- ทางโรงพยาบาลและระบบ EMS ต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน (ทั้งบทบาท, ความรับผิดชอบ, และความสามารถ)

- EMS จะต้องตัดสินใจว่าจะส่งผู้ป่วยที่ใด โดยดูจาก ระดับของ trauma center, ความสามารถของ specialty และทรัพยากรของโรงพยาบาล (อาจ guide โดย online medical direction หรือ offline medical direction)

- การสื่อสารที่ดีจะมีความจำเป็นสำหรับ medical oversight

- Emergency department จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแก่ EMTและมีความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานร่วมกัน

ข่าวจากสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย

Navigation